พระธาตุภูริทัต บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

ประวัติ ภูริทัตต์นาคราช

ภูริทัตต์นาคราช นั้นเป็นชาดกกล่าวถึงการบำเพ็ญ “ศีลบารมี” ขั้นสูงสุดของพระโคตมพุทธเจ้า เมื่อคราวที่บังเกิดเป็นพญานาค ความว่าสมัยพระเจ้า “พรหมทัตต์” ครองราชสมบัติอยู่ที่เมืองพาราณสี ทรงแต่งตั้งให้พระโอรสดำรงตำแหน่งอุปราชแต่ภายหลังพระองค์ทรงระแวงว่าโอรส    คิดแย่งราชสมบัติ จึงมีพระบรมราชโองการให้ออกไปอยู่นอกเมือง จนกว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์จึงจะกลับมาได้ พระราชโอรสจึงเสด็จไปบวช   เป็นฤๅษี อยู่ริมแม่น้ำยมุนา และได้อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยากับนางนาคมาณวิกา เมื่อเวลาผ่านไปได้ให้กำเนิดโอรสชื่อว่า “สาครพรหมทัตต์”    และพระธิดาชื่อว่า “สมุททชา”

ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัตต์สวรรคตแล้ว พระราชบุตรจึงกลับไปครองเมือง พร้อมพระราชโอรสและธิดากลับไปนครพาราณสี วันหนึ่ง ขณะที่โอรสธิดาเล่นน้ำอยู่ในสระ ก็เกิดตกใจกลัวเต่าตัวหนึ่ง พระบิดาจึงให้คนจับเต่านั้นไปทิ้งไว้ที่วังน้ำวนแม่น้ำยมุนา เมื่อเต่าจมลงไปถึงเมืองนาค และถูกพวกนาคจับไว้ เต่าก็ออกอุบายว่า เราเป็นทูตของพระราชาพาราณสี พระองค์จะพระราชทานพระธิดาให้เป็นพระชายาของท้าวธตรฐ ท้าวธตรฐได้ฟังก็ทรงยินดี จึงสั่งให้นาค 4 ตน เป็นฑูตนำบรรณาการไปถวายพระราชาพาราณสีและขอรับตัวพระธิดามาเมืองนาค พระราชาก็ทรงแปลกพระทัยจึงตรัสกับนาคทั้ง 4 ว่า “มนุษย์กับนาคนั้นต่างเผ่าพันธ์กัน จะแต่งงานกันได้อย่างไร” เหล่านาคทั้ง 4 เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงกลับไปกราบทูลท้าวธตรฐว่า พระราชาพาราณสีทรงดูหมิ่นว่านาคเป็นเผ่าพันธ์งู ไม่คู่ควรกับพระธิดา ท้าวธตรฐก็ทรงพิโรธ จึงตรัสสั่งให้นาคบริวารทั้งหลายขึ้นไปเมืองมนุษย์ แผ่พังพานแสดงอิทธิฤทธิ์ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ชาวเมืองยำเกรง จนในที่สุดพระราชาทรงต้องจำยอม และได้ส่งพระนางสมุททชาให้ไปเป็นชายาของท้าวธตรฐ

ฝ่ายพระนางสมุททชา เมื่อไปอยู่นาคพิภพก็ไม่ทรงทราบว่าเป็นเมืองนาค เพราะท้าวธตรฐสั่งให้นาคบริวารจำแลงแปลงกายเป็นมนุษย์ทั้งหมด    นางก็อยู่อย่างสุขสบายเรื่อยมา จนมีโอรส 4 องค์ ชื่อว่า สุทัศนะ ทัตตะ สุโภคะ และ อริฏฐะ อยู่มาวันหนึ่ง “อริฏฐะ” ได้ฟังนาคกุมารทั้งหลายบอกว่ามารดาของตนไม่ใช่นาค จึงได้ทดลองดู โดยเนรมิตกายกลับเป็นนาค นางสมุททชาเห็นเช่นนั้นก็ตกพระทัย ได้ปัดอริฏฐะตกจากตัก จังหวะนั้นเล็บของพระนางได้ข่วนเอานัยน์ตาของอริฏฐะบอดไปข้างหนึ่ง นับตั้งแต่นั้นมานางจึงรู้ว่าสถานที่อยู่นี้เป็นนาคพิภพ และครั้นเมื่อพระโอรสทั้ง 4 เจริญวัยขึ้นแล้ว ท้าวธตรฐจึงได้แบ่งสมบัติให้ครอบครองคนละเขต โดยเฉพาะ “ทัตตะ” ผู้เป็นโอรสที่ 2 นั้น เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดมาก ได้มาเฝ้าพระบิดามารดาอยู่เป็นประจำ อีกทั้งช่วยพระบิดาแก้ไขปัญหาต่างๆ อยู่เสมอ แม้ปัญหาของเทวดา ทัตตะก็สามารถแก้ไขได้ จึงได้รับการยกย่องและสรรเสริญว่า ภูริทัต คือ ผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน ภูริทัตต์นั้นได้เคยไปเทวโลกกับพระราชบิดาอยู่เสมอ และเห็นว่าเป็นที่น่ารื่นรมย์ จึงตั้งใจว่าจะรักษาอุโบสถศีลเพื่อจะได้ไปเกิดในเทวโลก จากนั้นภูริทัตต์จึงเริ่มรักษาอุโบสถศีล แต่ด้วยนาคบริวารทั้งหลายสร้างความรำคาญ จึงขึ้นไปรักษาอุโบสถศีลอยู่ที่เมืองมนุษย์ โดยขนดรอบจอมปลวกอยู่ใกล้ต้นไทรริมแม่น้ำยมุนา และได้ตั้งสัจจอธิษฐานว่า แม้ผู้ใดต้องการหนัง เอ็น กระดูก เลือดเนื้อของตน ก็จะยอมบริจาคให้ ขอเพียงให้รักษาศีลให้บริสุทธิ์ก็พอ

ครั้งนั้น มีนายพรานคนหนึ่งชื่อ “เนสารท” ออกเที่ยวล่าสัตว์ในแถวแม่น้ำยมุนาและได้มาพบภูริทัตต์นาคราชเข้า เมื่อสอบดูจึงรู้ว่าเป็นโอรสของราชาแห่งนาค ภูริทัตต์ เห็นว่าเนสารทเป็นพรานใจบาปหยาบช้าและอาจเป็นอันตรายแก่ตนได้ จึงบอกกับพรานนั้นว่า เราจะพาท่านกับลูกชาย (โสมทัต) ลงไปเสวยสุขอยู่นาคพิภพ แต่อยู่เมืองนาคได้ไม่นาน พรานก็เกิดคิดถึงเมืองมนุษย์ จึงขอกลับไปเมืองมนุษย์ตามเดิม อยู่มาวันหนึ่ง มีพราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปในป่า พบกับฤๅษีท่านหนึ่ง และได้เรียนมนต์อาลัมพายน์ ซึ่งเป็นมนต์สำหรับครุฑใช้จับนาค หลังจากลาพระฤๅษีกลับ พราหมณ์ก็เดินสาธยายมนต์ไปด้วย พญานาคทั้งหลายที่ขึ้นมาเล่นน้ำเมื่อได้ยินมนต์นั้นก็ตกใจกลัวนึกว่าพญาครุฑมา ต่างรีบลงสู่นาคพิภพจนลืมดวงแก้วสารพัดนึกไว้บนฝั่ง เมื่อพราหมณ์ได้เห็นดวงแก้วก็หยิบไปด้วย ระหว่างทางก็บังเอิญไปเจอกับพรานเนสราทพร้อมกับลูกชายที่เที่ยวล่าสัตว์อยู่ เมื่อพรานเนสราทเห็นดวงแก้วนั้นก็จำได้ว่าเหมือนกับดวงแก้วที่ภูริทัตเคยให้ดูเมื่อตอนที่ตนและลูกชายลงไปนาคพิภพ จึงออกปากขอดวงแก้วกับพราหมณ์นั้น โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่า ถ้าอยากจะรู้เรื่องอะไร จะบอกเรื่องนั้นๆ ให้ทราบ พราหมณ์จึงบอกว่าอยากรู้ที่อยู่ของนาค พรานเนสราทจึงพาไปดูที่ที่ ภูริทัต รักษาศีลอยู่ ฝ่ายโสมทัตต์ผู้เป็นลูกชายเกิดความละอายใจที่บิดาคิดไม่ซื่อสัตย์จะทำร้ายมิตรจึงหลบหนีไป

กล่าวถึงภูริทัตต์นาคราช ในขณะที่จำศีลอยู่ เมื่อลืมตาขึ้นดูก็รู้ว่าพราหมณ์คิดจะทำร้ายตน แต่หากจะตอบโต้ศีลก็จะขาด เมื่อปรารถนาจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์จึงหลับตานิ่งเสีย ขดกายแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวแต่อย่างใด ทันใดนั้นพราหมณ์จึงร่ายมนต์อาลัมพายน์ และเข้าไปจับภูริทัตต์นาคราช      ได้กดศีรษะ จับปากให้อ้าออก เขย่าให้สำรอกอาหาร แต่ภูริทัตต์ก็มิได้ตอบโต้ เมื่อพราหมณ์จับภูริทัตต์ได้แล้ว ได้นำไปออกแสดงให้ประชาชนดู โดยบังคับให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ จนเป็นที่พอใจของคน และได้เปิดทำการแสดงจนมาถึงเมืองพาราณสี โดยได้กราบทูลแด่พระราชาว่า จะให้นาคแสดงฤทธิ์เพื่อให้ทอดพระเนตร ครั้งนั้นพระนางสมุททชา เมื่อรู้ว่าภูริทัตหายไปจึงให้พี่น้องออกตามหา โดยสุทัศนะไปโลกมนุษย์ โดยมีนางอัจจิมุขผู้เป็นน้องสาวต่างมารดาของภูริทัตต์ตามไปด้วย สุโภคะไปป่าหิมพานต์ และอริฏฐะไปเทวโลก เมื่อสุทัศนะมาถึงเมืองพาราณสี ก็ได้ข่าวว่ามีพญานาคถูกจับมาแสดง จึงตามไปดู ทีนั้นภูริทัตเห็นพี่ชายจึงเลื่อนเข้าไปหา และได้ซบหัวร้องไห้อยู่ที่เท้า จากนั้นจึงเลื้อยกลับไปหาพราหมณ์  พราหมณ์กล่าวกับสุทัศนะไม่ให้กลัว โดยกล่าวว่า “หากท่านถูกนาคกัด ไม่ช้าก็จะหาย” สุทัศนะตอบว่า “เราไม่กลัวหรอก นาคนี้ไม่มีพิษ” พราหมณ์หาว่าสุทัศนะดูถูกตนหาว่าเอานาคไม่มีพิษมาแสดง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น สุทัศนะจึงท้าว่า “เขียดตัวน้อยของเรายังมีพิษมากกว่านาคของท่านเสียอีก จะลองเอามาประชันฤทธิ์กันก็ได้” เมื่อถูกท้าทาย พราหมณ์จึงกล่าวว่า “หากจะให้สู้กันก็จะต้องมีเดิมพันติดปลายนวมเสียหน่อยจึงจะดูสนุก” สุทัศนะจึงขอให้พระราชาพาราณสีเป็นผู้ประกันให้ตนโดยให้เหตุผลว่า พระราชาจะได้ทอดพระเนตรการต่อสู้ระหว่าง “นาค” กับ “เขียด” เป็นการตอบแทน ซึ่งพระเจ้ากรุงพาราณสีก็ตกลงตามนั้น

สุทัศนะจึงเรียกนางอัจจิมุขออกมาจากมวยผม และให้คายพิษลงบนฝ่ามือ 3 หยด แล้วทูลว่า “พิษของเขียดน้อยนี้ร้ายแรงนัก เพราะนางเป็นธิดาท้าวธตรฐราชาแห่งนาคพิภพ และหากพิษนี้หยดลงบนพื้นดินพืชพันธุ์ไม้ก็จะตายหมด หรือหากโยนขึ้นไปในอากาศจะเกิดความแห้งแล้ง เพราะฝนจะไม่ตกไป 7 ปี และถ้าหยดลงในน้ำ สัตว์น้ำจะตายหมด” ทันใดนั้นสุทัศนะจึงให้ขุดบ่อ 3 บ่อ กล่าวคือ บ่อแรกใส่ยาพิษ บ่อที่สองใส่โคมัย บ่อที่สามใส่ยาทิพย์ เมื่อหยดพิษลงในบ่อแรก ทันใดนั้นของเกิดควันลุกจนเป็นเปลวไฟ และได้ลามไปติดบ่อที่สองและสามตามลำดับ จนกระทั่งยาทิพย์ไหม้หมดไฟจึงดับ ฝ่ายพราหมณ์ซึ่งยืนอยู่ข้างบ่อไม่ทันระวังตัว ได้ถูกไอพิษลวกจึงร้องขอชีวิต และปล่อยภูริทัตให้เป็นอิสระ” ภูริทัตได้ยินดังนั้นจึงเลื้อยออกมาจากที่ขังและเนรมิตกายเป็นมนุษย์ ทูลเรื่องทั้งหมดให้พระราชาทรงทราบ เมื่อทราบว่าภูริทัตเป็นโอรสของพระนางสมุททชาก็เท่ากับเป็นหลานของตัวเอง พระราชาจึงทรงเข้าไปโอบกอดพระหลานรักทั้ง 3 พระองค์ พร้อมกับตรัสถามข่าวคราวของพระนางสมุททชาผู้เป็นน้องสาว จากนั้นสุทัศนะ และนางอัจจิมุขจึงพาภูริทัตกลับนาคพิภพ ฝ่ายสุโภคะที่ออกค้นหาภูริทัตที่ป่าหิมพานต์ เมื่อไม่พบจึงกลับมาทางแม่น้ำยมุนา และบังเอิญได้มาเจอกับพรานเนสารทซึ่งกำลังสำนึกผิดในบาปทำตนทำลงไป และต้องถูกลูกชายทอดทิ้ง สุโภคะเมื่อทราบดังนั้น จึงเอาหางรัดพันพรานเนสารทลากดึงให้จมน้ำแต่ไม่ให้ตาย (แก้วสารพัดนึกได้หลุดมือจมน้ำไป) แล้วจึงนำไปสู่นาคพิภพเพื่อทำการสืบสวนต่อไป เมื่อมาถึงนาคพิภพ พรานเนสารทได้แลเห็นภูริทัตที่บอบช้ำ ก็ยิ่งรู้สึกเสียใจในบาปมากยิ่งขึ้น แต่ภูริทัตก็ไม่ได้เอาความแต่อย่างใด เพียงให้นำพรานนั้นออกไปจากนาคพิภพก็เท่านั้น

ครั้นถึงวันที่ต้องไปเข้าเฝ้าพระอัยยิกาซึ่งออกบวชอยู่ในป่า (พระเจ้าพาราณสีซึ่งเป็นพระสวามีของนางนาคมาณวิกา) ทั้งฝ่ายของพระราชาพาราณสีและฝ่ายของนาคพิภพได้ยกขบวนมาอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อพระราชวงศ์ทั้งหมดมาเจอกัน ก็สวมกอดและกรรแสงด้วยดีพระทัย และเมื่อประทับอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง ทั้งหมดจึงแยกย้ายจากกัน สำหรับพระภูริทัตยังคงรักษาศีลอยู่ตลอดชีวิต ในที่สุดแห่งชนมายุก็ได้ดำเนินไปในทางสวรรค์
ผู้มีศีล เมื่อหลับมาเกิดอีกย่อมเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์

อ้างอิง: หนังสืออดีตชาติก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้า  500 ชาติ (ฉบับสมบูรณ์จากพระไตรปิฏก 45 เล่ม ครบ 547 ชาดก) สถาบันบันลือธรรม จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

0 Comments

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *